ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ บทเรียนออนไลน์ วิชาสุนทรียภาพของชีวิต
 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์    มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 



       แบบทดสอบก่อนเรียน

       ประเภทของดนตรีสากล
             ดนตรีคลาสสิค
             ดนตรีไลท์มิวสิค
             ดนตรีพื้นบ้าน
             ดนตรีแจ๊ส
             ดนตรีร็อค
             ดนตรีสมัยนิยม

 
       ประเภทของดนตรีไทย
             เพลงบรรเลง
                  - เพลงโหมโรง
                  - เพลงหน้าพาทย์
            
 เพลงร้อง
                  - เพลงเถา
                  - เพลงตับ
                  - เพลงไทยสากล
                  - เพลงพื้นบ้าน


       แบบทดสอบหลังเรียน


       ติดต่อผู้สอน

   

             


 เพลงพื้นบ้าน
                    เพลงพื้นบ้าน คือบทเพลงที่แต่ละท้องถิ่นนำมาร้องกันเพื่อความบันเทิง มักใช้ถ้อยคำเรียบง่าย มีสัมผัส
คล้องจองกันไม่นิยมใช้เครื่องดนตรีประกอบ มีเพียงการตบมือให้จังหวะ หรืออาจใช้ฉิ่ง ฉาบ กรับ กลอง เป็นเครื่อง
ประกอบจังหวะก็ได้เพลงพื้นบ้านนิยมเล่นกันในงานเทศกาลหรืองานนักขัตฤกษ์ต่างๆ หรืออาจร้องเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน
เจริญของตนเองหรือร้องเล่นในกลุ่มของตน เพลงพื้นบ้านจัดเป็นการละเล่นชนิดหนึ่งเพลงพื้นบ้านเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ
ที่เจริญแพร่หลายมากในกลุ่มชาวบ้าน เพราะให้ความบันเทิงใจแก่บุคคล หมู่คณะ ครอบครัวและตัวผู้ร้องเองด้วย
เพลงพื้นบ้านแต่ละภูมิภาคย่อมมีความแตกต่างกันและมีฉันทลักษณ์ตามรูปแบบของท้องถิ่นนั้นๆ
                    สันนิษฐานว่าเพลงพื้นบ้านมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ดังปรากฏข้อความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า
“อันราชประเพณีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงประพฤติมาแต่ก่อน ถ้าทอดพระเนตรชักโคมลอยแล้วก็เสด็จทางเรือพระที่นั่ง
ไปถวายดอกไม้เพลิง บูชาพระรัตนตรัยทุกพระอารามหลวง…แล้วก็ทรงทอดพระเนตรทรงฟังประชาชนชายหญิงร้อง
รำเล่นนักขัตฤกษ์ เป็นการมหรสพต่างๆ “

วัตถุประสงค์ในการเล่นเพลงพื้นบ้าน

              1.เพื่อความบันเทิงใจ มักเล่นกันในงานเทศกาลหรืองานรื่นเริงต่างๆ เช่น เพลงเรือ เพลงฉ่อย
              2.เพื่อร้องประกอบการทำงาน ในสมัยโบราณสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม การทำงาน เช่น ดำนา เกี่ยวข้าว
ต้องอาศัยแรงคนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับนิสัยคนไทยเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดังนั้นจึงมีการร่วมมือกันทำงานเป็นหมู่คณะ
เรียกว่า “ลงแขก” ต่อมาได้คิดร้องเพลงโต้ตอบกันขึ้นเพื่อให้เกิดความเลิดเพลินไปพร้อมกับการทำงาน เช่น เพลงเกี่ยวข้าว               

              3.เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นเพลงที่มีจุดมุ่งหมายในการร้องเฉพาะตามที่ชุมชนนั้นๆ ต้องการอาจเป็นเพลง
ที่ใช้ร้องในประเพณีทางศาสนาและพิธีกรรมตามความเชื่อเช่น ร้องเพลงแห่นางแมวเพื่อขอฝน เพลงขอทานเพลงแหล่

เพลงพื้นบ้านภาคเหนือ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1.เพลงจ๊อย เป็นเพลงที่ขับร้องเพื่อฟังกันเอง โดยจดจำบทร้องและทำนองเพลงสืบต่อกันมาโดยไม่ต้องฝึกหัด
บางครั้งก็มีเครื่องดนตรีประกอบ นิยมเล่นกันเองโดยเฉพาะในกลุ่มหนุ่มๆ ระหว่างเดินเล่นในหมู่บ้าน
เพื่อไปเยี่ยมบ้านสาวที่ตนหมายปองและเป็นการส่งเสียงสัญญาณให้สาวจำเสียงได้และบรรยายความในใจให้สาวรับรู้

2.เพลงซอ เป็นเพลงที่ขับร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหญิงชาย มีดนตรีบรรเลงคลอประกอบคือ ปี่ ซึง และ
สะล้อต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นวง เป็นคณะ ต้องจ้างหามาเล่นในงานบุญงานกุศลต่างๆเนื้อร้องจะขึ้นอยู่กับพ่อเพลงแม่เพลง
ที่จะเลือกให้เข้ากับทำนอง เข้ากับสภาพงาน อาจเป็นนิทานพื้นบ้านตอนใดตอนหนึ่งเป็นการเกี้ยวกัน เป็นการเรียกขวัญ
เป็นต้น นับเป็นมหรสพชนิดหนึ่งของภาคเหนือ

เพลงพื้นบ้านภาคอีสาน ภาคอีสานเป็นแหล่งรวมของกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันถึง 3 กลุ่มเพลงพื้นบ้านภาค
อีสานจึงแบ่งเป็น
3 กลุ่ม ตามวัฒนธรรมคือ

2.1 เพลงพื้นบ้านกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาว ได้แก่กลุ่มที่มีภูมิลำเนาอยู่ทางตอนบนและตอนกลางของภาค
เป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาถิ่นไทยคือภาษาอีสาน เพลงพื้นบ้านของกลุ่มนี้มี
2 ประเภท คือ

2.1.1 หมอลำ เป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมมากในภาคอีสาน และได้พัฒนาเป็นการแสดงมากขึ้นคือเล่นเป็นคณะ มีการฝึกหัด
และมีการจ้างไปแสดงในงานต่างๆ

2.1.2 เซิ้ง หรือ ลำเซิ้ง โดยทั่วไปเพลงเซิ้งนั้นเป็นเพลงสนุกสนาน ส่วนใหญ่จะเป็นกระบวนแห่ ฟ้อนรำกันไป
มีต้นเสียงร้องนำซึ่งนิยมด้นกลอนสด ผู้ที่อยู่ในกระบวนแห่จะเป็นลูกคู่ร้องรับ

2.2 เพลงพื้นบ้านกลุ่มวัฒนธรรมเขมร-ส่วย ได้แก่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์บางส่วน
มีภาษาของตนเองคือภาษาเขมร และภาษาส่วย เพลงพื้นบ้านของกลุ่มนี้เรียกกันว่า
เจรียง” (แปลว่า ร้อง ขับลำ)

2.3 เพลงพื้นบ้านกลุ่มวัฒนธรรมไทยโคราช ใช้ภาษาไทยถิ่นภาคกลาง แต่มีเสียงเพี้ยนเหน่อ ได้แก่จังหวัดนครราชสีมา
และบางส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ เพลงพื้นบ้านเรียกว่า
เพลงโคราช

เพลงพื้นบ้านภาคใต้ แม้จะมีน้อยกว่าภาคอื่นๆ แต่เพลงพื้นบ้านภาคใต้ยังรักษารูปแบบพื้นบ้านได้มากกว่า คือเล่นกันเอง
ไม่ต้องจ้างหา และเล่นกันตามเทศกาล ไมใช่พ่อเพลงแม่เพลงอาชีพ เช่น เพลงเรือ เพลงนา เพลงบอก เพลงร้องเรือหรือเพลง
ชาน้อง(เพลงกล่อมเด็ก)


เพลงพื้นบ้านภาคกลาง จากการรวบรวมเพลงพื้นบ้านภาคกลางของอเนก นาวิกมูล ในปีพ.ศ. 2532 พบว่ามีถึง 47 ชนิด
เช่นเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว (หรือเพลงเต้นกำ) เพลงพิษฐาน เพลงพวงมาลัย เพลงเหย่ย เพลงฉ่อยเพลงอีแซว เพลงระบำบ้านไร่
เพลงปรบไก่ เพลงขอทาน ลำตัด เพลงเทพทอง เพลงแม่ศรี


 

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ต.ทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000  โทร 0-3642-2607-9 ต่อ 231